หน้าเว็บ

มารู้จักโรคหัวใจในสุนัขกัน


เมื่อวันก่อนพาเกาลัดไปพบคุณหมอตามนัด ไปถึงคุณหมอจับเจ้าตัวดื้อขึ้นตราชั่ง โดยชั่งได้ 4.5 กก. ซึ่งคุณหมอบอกว่าเพื่อเปรียบเทียบสายพันธุ์กับอายุแล้ว ถือว่าสมดุลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ปล่อยให้สุนัขมีน้ำหนักมากจนเกินไป เพราะถ้าหากไม่มีการควบคุมน้ำหนัก ปล่อยให้สุนัขกินตามใจปากจนอ้วนเป็นหมู สุนัขของเราอาจจะเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคร้ายหลายๆ โรค รวมไปถึง "หัวใจ" ด้วย

ตอนแรกฟังแล้วยังงงๆ อยู่ว่าสุนัขสามารถป่วยเป็นโรคหัวใจได้ด้วยเหรอ แล้วอาการของโรคนี้จะเป็นยังไง? ... ก็เลยลองขอความรู้จากคุณหมอมาค่ะ
คุณหมอบอกว่าจริงๆ แล้วโรคหัวใจสามารถเกิดขึ้นกับหมาได้เช่นเดียวกับในคนนั่นแหละค่ะ โดยวิธีการตรวจหาโรคหัวใจในสุนัขนั้นยังใช้เทคนิคการตรวจที่เหมือนกัน เช่น ฟังการเต้นของหัวใจ การวัดคลื่นหัวใจ (ECG) วัดความดัน ถ่ายเอ็กซเรย์ แม้กระทั่งตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ดก็ตามทีค่ะ นอกจากนี้ก็ยังใช้ยารักษาโรคหัวใจเหมือนในคนอีกด้วยล่ะค่ะ

สำหรับโรคหัวใจในสุนัขนั้นแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทแรก เป็นโรคหัวมาแต่กำเนิด เช่น ผนังกั้นห้องหัวใจเป็นรู การค้างของหลอดเลือดแดง ฯลฯ ส่วนประเภทที่สอง เป็นโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในภายหลังเช่น ลิ้นหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจโต ฯลฯ ซึ่งโดยทั่วไปมักพบว่าโรคหัวใจมีการพัฒนาขึ้นในช่วงกลางชีวิต โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นลักษณะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมาก
สำหรับโรคหัวใจที่มักจะพบในสุนัขบ่อยๆ จะแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ
1. โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ โดยมีการปิดไม่ดี ทำให้มีการรั่วไหลย้อนของเลือด ส่งผลทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบบ่อยในสุนัข

2. โรคของกล้ามเนื้อหัวใจ อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการหนาตัว (ซึ่งพบบ่อยในแมว) หรือที่เรียกว่า Hypertrophic Cardiomyopathy (HCM) หรือความผิดปกติกล้ามเนื้อหัวใจอีกชนิด คือผนังกล้ามเนื้อหัวใจบางกว่าปกติและมีความอ่อนแอ ที่เรียกว่า Dilated Cardiomyopathy (DCM) มีผลให้การบีบตัวของหัวใจลดลง (ซึ่งกรณีนี้มักพบในสุนัข) ในสุนัขหรือแมวจะเป็นตรงกันข้ามกัน

โรคหัวใจทั้งสองชนิด จะค่อยพัฒนาขึ้นโดยใช้ระยะเวลา แต่ผลในที่สุดคือ ก่อให้เกิดภาวะที่มีความรุนแรงต่อการทำงานของหัวใจที่เรียกว่า "หัวใจล้มเหลว" (Heart Failure) เกิดหัวใจวายและเสียชีวิตในที่สุด

ผู้เลี้ยงหลายคนอาจจะมีความกังวลว่าสุนัขของตัวเองจะเป็นโรคหัวใจหรือไม่ และถ้าเกิดเป็นแล้วต้องรักษายังไง และอีกหลายๆ ความกังวลที่เกิดขึ้น ... จริงๆ แล้วโรคหัวใจในสุนัขนั้นสามารถสังเกตอาการป่วยในขั้นเริ่มแรกได้ก่อนที่จะพาไปพบสัตวแพทย์ โดยอาการเบื้องต้นที่เราอาจจะตั้งข้อสงสัยได้ว่าสุนัขของเราจะป่วยเป็นโรคหัวใจก็คือ สุนัขจะมีอาการเหนื่อยง่ายกว่าที่ควรหรือที่เคย เช่นเดินขึ้นบันได วิ่งเล่นไม่กี่นาทีก็หอบมาก เหงือกซีดเขียวรวดเร็ว มีการไอ หายใจลำบาก ท้องบวมโตขึ้น หรือเรียกว่าท้องมาน เกิดลักษณะบวมน้ำที่อุ้งเท้าและขาหลัง บางครั้งอาจเกิดขึ้นใต้ผิวหนังทั่วไป หากคลำชีพจรดูจะพบว่ามีการเต้นเร็วมากแต่มักแผ่วเบาหรือบางรายก็เต้นแรงมากเกินปกติ ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยค่ะว่าสุนัขของเราอาจจะป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่ ดังนั้นควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันทีเลยค่ะ 

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจในสุนัขนั้น ในกรณีที่สุนัขไม่ได้เป็นโรคหัวใจมาตั้งแต่เกิด สาเหตุที่ทำให้สุนัขป่วยเป็นโรคหัวใจได้ในภายหลัง อาจจะเกิดจากปัจจัยในด้านอายุ สุนัขที่อายุมาก ย่อมมีโอกาสเรื่องเป็นโรคหัวใจสูงเช่นเดียวกับสุนัขที่อ้วนมากๆ หรือสุนัขสายพันธุ์ที่มีอัตราการออกกำลังกายหรือใช้งานที่หักโหมรวมไปถึงสุนัขที่มีปัญหาความเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อต่างๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อแบคทีเรีย พันธุกรรม ฯลฯ
ส่วนเรื่องวิธีการรักษานั้น โรคหัวใจในสุนัขสามารถรักษาได้ทั้งวิธีการใช้ยาและการผ่าตัด แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้การรักษาด้วยยา แต่สิ่งที่สำคัญที่ผู้เลี้ยงควรจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็คือ ผู้เลี้ยงจะต้องมีวินัยในการให้ยาสุนัขอย่างสม่ำเสมอตรงเวลา และจะต้องพาสุนัขไปพบสัตว์แพทย์ตามนัด และควรจะให้สุนัขออกกำลังกายภายใต้การควบคุมของผู้เลี้ยงในปริมาณที่พอดี รวมไปถึงอีกสิ่งที่สำคัญคือ จะต้องควบคุมอาหารและน้ำให้มีปริมาณพอดีไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เพื่อให้สุนัขได้รับสารอาหารครบถ้วน และควบคุมไม่ให้มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ค่ะ

 รู้ไว้ใช่ว่า : สุนัขที่มีโอกาสจะป่วยเป็นโรคหัวใจได้นั้นในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น Poodle, Miniature Pinscher, Cavalier King Charles Spaniel มักพบปัญหาโรคสิ้นหัวใจรั่ว ขณะที่สุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น Dobermann Pinscher, Labrador Retriever, Great Dane และ Boxer มักเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาที่ชี้ชัดว่าสัตว์เลี้ยงเพศผู้ มักพบเป็นโรคหัวใจมากกว่าเพศเมีย

รู้แบบนี้แล้ว ถ้าหากใครกังวลว่าสุนัขของตัวเองอาจจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจได้ล่ะก็ ให้ลองสังเกตอาหารของเขาดูนะคะ ถ้าพบว่ามีลักษณะอาการหลายๆ อย่างที่เข้าข่าย ก็ควรรีบพาไปพบสัตว์แพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการทันทีเลยนะคะ จำไว้ว่ายิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาให้หายได้สูงนะคะ ...

เครื่องมือสำหรับใช้ในการคำนาณอายุสุนัข

ตารางเปรียบเทียบอายุสุนัข
เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่เห็นข้างล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบอายุสุนัขโดยประมาณนะครับ ซึ่งสุนัขสายพันธุ์เล็กจะมีพัฒนาการที่เร็วกว่า แต่มีอายุยืนยาวกว่า โดยโตเต็มที่เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี แต่ในสุนัขสายพันธุ์ใหญ่จะโตเต็มที่เมื่ออายุประมาณ 2 ปี 

สุนัข       คน

3 เดือน = 5 ปี
6 เดือน = 10 ปี
1 ปี = 15 ปี
2 ปี = 24 ปี
3 ปี = 28 ปี
4 ปี = 32 ปี
5 ปี = 36 ปี
6 ปี = 40 ปี
7 ปี = 44 ปี
8 ปี = 48 ปี
9 ปี = 52 ปี
10 ปี = 56 ปี
12 ปี = 64 ปี
14 ปี = 72 ปี
16 ปี = 80 ปี
18 ปี = 88 ปี
20 ปี = 96 ปี
21 ปี = 100 ปี


เครื่องมือในการคำนวณอายุหมา (คำสุภาพ -->สุนัข) 
- รายละเอียด : หมาน้อยของเรา อายุ12 ปี ทำไมดูมันแก่เยอะมากๆ ต่างจากคนเราเลยนะครับ 
อายุ 12 ปีเป็นวัยเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นกันแล้ว อยากรู้ไหมว่า หมาอายุเท่าไร เทียบเป็นอายุคนเท่าไร
เครื่องมือนี้แหละจะช่วยให้คุณรู้อายุของเจ้าหมาได้

- ข้อมูลเพิ่มเติม : แต่เดิมข้อมูลทางการวิทยาศาสตร์จะบอกคร่าว ๆว่า อายุของหมา 1 ปี จะเท่ากับอายุของคน7ปี 
ซึ่งไม่ถูกต้องซะทีเดียว วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ได้ระบุไว้ว่า 
1ปีของอายุหมาจะมีอายุเท่ากับคน 10ปี 5เดือน ในช่วง2ขวบแรก
แต่ถัดจากนั้นทุกๆ 1ปีของอายุหมา ถ้าแปลงเป็นอายุคนจะเพิ่ม 4ปี
เครื่องคำนวณอายุของหมา
กรอกอายุหมาของคุณ: ปี

เครื่องคำนวณอายุของหมา
กรอกอายุหมาของคุณ:  ปี


เทียบอายุของหมาเป็นอายุของมนุษย์
 ปี

ประวัติ สุนัข หรือ หมา

สุนัข หรือ หมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดหลายสกุลในวงศ์ Canidae ออกลูกเป็นตัว ลำตัวมีขนปกคลุม มีเขี้ยว 2 คู่ เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ซ่อนเล็บไม่ได้ อวัยวะเพศของสุนัขตัวผู้มีกระดูกอยู่ภายใน 1 ชิ้น สุนัขที่ยังคงเป็นสัตว์ป่า เช่น หมาใน (Cuon alpinus) สุนัขที่เลี้ยงเป็นสัตว์บ้าน คือ ชนิด Canis lupus familiaris สุนัขเป็นสัตว์ที่มีหลายพันธุ์ เช่น ลาบราดอร์, โกลเด้น, ชิวาวา และอีกมากมาย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ดุและไม่ดุ พันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น โกลเด้น ลาบราดอร์ ที่มีขนาดเล็ก เช่น ชิวาวา ชิสุ ส่วนที่ดุ ได้แก่ ร็อดไวเลอร์ อัลเซเชียน สุนัขแต่ละพันธุ์จะมีนิสัยแตกต่างกัน

สุนัขพัฒนามาจากสัตว์กินเนื้อและล่าเหยื่อ ดังนั้นวิวัฒนาการของฟันสำหรับเคี้ยวเนื้อและกระดูกจึงยังคงมีอยู่ รวมทั้งการมีประสาทดมกลิ่นและตามล่าเหยื่อที่ดีมาก นอกจากนี้สุนัขยังมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทำให้วิ่งได้เร็วและเร่งความเร็วได้เท่าที่ต้องการ ลักษณะการเดินของสุนัขจะทิ้งน้ำหนักตัวบนนิ้วเท้า ซึ่งส่งผลให้สุนัขเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วกว่าสัตว์ชนิดอื่น นอกจากนี้สุนัขยังมีสัญชาตญาณในการทำงานเป็นกลุ่ม ดังนั้นสุนัขจึงสามารถล่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุนัขมีต้นกำเนิดมาจากสุนัขป่า มนุษย์แถบขั้วโลกเหนือนำมันมาเลี้ยงเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว เชื่อกันว่า สุนัขป่าตัวแรกนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 100 ล้านปีก่อน การอพยพข้ามถิ่นและทวีปต่าง ๆ ทำให้สุนัขมีหลายสายพันธุ์ ชาวจีนมีความเชื่อว่าสุนัขที่ชื่อ Fu มีความซื่อสัตย์ และนำความเจริญมาให้ เป็นสุนัขคล้ายพันธุ์ปักกิ่ง "อนูบิส" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าอียิปต์ที่ตัวเป็นคน หัวเป็นสุนัข และเชื่อว่าสามารถส่งวิญญาณมนุษย์ได้

สุนัขพันธุ์ที่เรียกได้ว่าเป็นสุนัขพันธุ์ต้นตระกูลคือพันธุ์สุนัขทองที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ต่อมามีสุนัขป่าอีกพันธุ์หนึ่งที่มนุษย์นำมาเลี้ยงมีชื่อภาษาละตินว่า Conis Lupees ซึ่งแปลว่าสุนัขป่า สุนัขป่าชนิดนี้จะเชื่องกว่าสุนัขธรรมดา มีขนยาวหางเป็นแผง หูตั้ง กระดูกแก้มโหนก และหางของมันจะเอนขึ้นข้างบน มีนิสัยรักอิสระกว่าสุนัขทอง สุนัขป่านี้เมื่อมาอยู่กับมนุษย์ก็ผสมพันธุ์กับสุนัขทอง ออกลูกหลานสืบมาเป็นสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ มากมาย พันธุ์สุนัขที่เห็นทุกวันนี้ได้รับเชื้อสายมาจากสุนัขพันธุ์ทองเกือบทั้งหมด

การค้นคว้าวิจัยและศึกษาเรื่องราวของสุนัข ได้มีขึ้นในประเทศอังกฤษ ในแถบยุโรปและอเมริกา แล้วจึงแพร่หลายไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในสหรัฐอเมริกาได้มีการจัดตั้งเป็นสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขขึ้นในปี ค.ศ. 1878 (พ.ศ. 2421) สุนัขพันธุ์แท้ชนิดแรกที่ได้จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกาคือ สุนัขพันธุ์อิงลิชเซทเตอร์ ในประเทศอังกฤษได้มีการรวบรวมกันตั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขขึ้นเช่นกันในปี ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402) ในครั้งแรกสมาคมนี้ได้รับรองให้จดทะเบียนสุนัขพันธุ์แท้ได้ 40 สายพันธุ์ และได้จัดวิธีการรับรองสุนัขพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อความเหมาะสมถึง 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) สมาคมนี้ได้ให้การรับรองพันธุ์แท้ต่าง ๆ รวมเป็นจำนวน 46 พันธุ์ การแก้ไขเพิ่มเติมการรับรองเป็นสุนัขพันธุ์แท้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2417) ได้มีสุนัขที่ให้การรับรองทั้งหมด 100 สายพันธุ์

สำหรับในประเทศไทยนั้น ก็มีผู้สนใจการเลี้ยงสุนัขรวบรวมกันจัดตั้งสมาคมขึ้นเช่นกัน โดยปรารถนาจะส่งเสริมบำรุงและอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้เลี้ยงสุนัขเหมือนกับต่างประเทศ โดยใช้ชื่อว่า สมาคมผู้นิยมสุนัขแห่งประเทศไทย ได้ทำการจดทะเบียนตั้งสมาคมเมื่อปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ถือเป็นการวางรากฐานในการเลี้ยงสุนัขขึ้นในประเทศไทยเป็นแห่งแรก และตั้งใจที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เลี้ยงสุนัขในประเทศไทยได้เช่นเดียวกับต่างประเทศ

ประวัติและความเป็นมาของสุนัขบางแก้ว

สุนัขไทยพันธุ์เดียวในประเทศไทยที่มีขนยาวสองชั้นหางเป็นพวง มีขน ขาหน้าคล้ายขนขาแข้งสิงห์ แผงรอบคอคล้ายสิงโตมีความเฉลียว ฉลาด ไอคิวสูง ประวัติความเป็นมา ของ สุนัขไทยพันธุ์ บางแก้ว
จากข้อมูล ที่ได้สอบถามจากประชาชนตลอดจนผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านบางแก้วต.บางแก้ว บ้านชุมแสสงคราม ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก พอจะสรุปได้ว่า แหล่งกำเนิดของ สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วนั้นอยู่ที่ วัดบางแก้ว ต.บางแก้ว อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำยม สภาพภูมิประเทศทั่ว ๆ ไปนั้นยังคงเป็น ป่าพง ป่าระกำ ป่าไผ่ และต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นเหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ชุกชุม เช่นช้างป่าเป็นโขลง ๆ หมู่ป่า ไก่ป่า สุนัขจิ้งจอก และหมาไน

เหตุผล ที่สันนิษฐานว่า สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วเป็นสุนัขลูกผสมสามสายเลือด พื้นที่ในเขต ต.บางแก้ว ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ ในอดีตนั้นเป็นป่าดงพงพีที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดรวม ทั้งสุนัขจิ้งจอก และหมาไนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โอกาสที่สุนัขจิ้กจอกและหมาไนตัวผู้จะมาแอบลักลอบเข้ามาผสมพันธุ์กับสุนัขไทยตัวเมีย ที่เลี้ยงไว้ในวัดบางแก้วนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียวเพราะสุนัขป่าทั้งหลายนี้เป็นสุนัขที่กล้าหาญชาญชัย ว่องไว ใจปราดเปรียว แข็งแรง เมื่อมีการผสมข้ามพันธุ์กันตามธรรมชาติหรือ เรียกง่ายๆว่าธรรมชาติเป็นผู้ผสม และคัดเลือกพันธุ์ในที่สุดก็ได้สุนัข ไทยพันธุ์บางแก้ว ซึ่งมีลักษณะดีเด่นปรากฎโฉมออกมาคือ มีขนยาว ขนมีลักษณะเป็นขนสองชั้นคล้ายอานม้า หางเป็นพวงสวยงาม มีขนแผงคอคล้ายแผงคอสิงห์โต ดุ เฉลียวฉลาด มีไอคิวสูง ไม่แพ้สุนัขพันธุ์ต่างประเทศ

หลวงพ่อมาก เมธาวี เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ของวัดบางแก้ว ที่วัดของท่านเลี้ยง สุนัขไว้ไม่ต่ำกว่า 20-30 ตัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นสุนัขที่ดุขึ้นชื่อลือชา และชาวบ้านทราบกันดีว่า ใครที่เข้ามาในวัด หรือมีธุระปะปังผ่านไปผ่านมาที่วัดแต่ละครั้งจะต้องตะโกนให้เสียงแต่ไกล ๆ เพื่อให้พระอาจารย์มาก เมธาวี ท่านช่วยดูหมาเอาไว้ก่อน มิฉะนั้นจะถูกมันไล่กัดเอากระจุย กระเจิงแน่นอน ด้วยกิติศักดิ์ในความดุของ สุนัขที่วัดบางแก้วนี้เองจึงมีผู้คนนิยมมาขอลูกสุนัขไปเลี้ยงไว้ เฝ้าบ้าน เฝ้าเรือน เฝ้าเรือ เฝ้าแพ เฝ้าวัว เฝ้าควาย พื้นที่ ๆ สุนัขไทยพันธุ์บางแก้วได้ขยายพันธุ์ไปมากที่สุดก็คือ ต.บางแก้ว ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก แต่ในปัจจุบันได้ขยายวงกว้างออกไป หลายจังหวัดแล้ว

เนื่องด้วยบริเวณวัดบางแก้วในสมัยนั้นมีลักษณะรอบ ๆ เป็นป่า มีสัตว์ป่าอาศัยค่อยข้างชุกชุม จนกระทั้งสุนัขตัว นั้นได้คลอดลูกออกมา ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสุนัขอื่นๆ ที่มีอยู่ในวัดทั่วไป คือมีขนยาวฟู คล้ายสุนัขต่างประเทศ มีลักษณะสวยงาม โดดเด่นน่าเลี้ยง และมีความดุ จากนั้นสุนัขแบบนี้ก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวัดบางแก้ว จนประชาชนที่ไปวัด นั้นเห็นถึงความสวยงาม ฉลาด หวงของ และดุ มีความซื่อสัตย์ และภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ จึงขอสุนัขจากท่านหลวงปู่มากมาเลี้ยง เพื่อใช้ในการเฝ้าบ้าน เฝ้าแพ หรือแม้กระทั้งเฝ้าท้องไร่ ท้องนา เพราะความหวงของและซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นนาย

สุนัขชนิดนี้จึงแพร่ขยายออกไปทั่วหมู่บ้าน และด้วยเหตุปัจจัยที่หมู่บ้านบางแก้วนั้นมีภูมิประเทศเป็นเกาะในช่วงฤดูน้ำหลากโดยมีแม่น้ำล้อมรอบ และประจวบกับในช่วงดังกล่าวก็เป็นช่วงที่สุนัขนั้นเป็นสัดพอดี สุนัขนั้นไปสามารถออกไปผสมกับสุนัขในถิ่นอื่นได้ จึงเกิดการผสมพันธุ์กันเองภายในเครือญาติเดียวกันหลายต่อหลายช่วงอายุ จนเกิดเป็นสุนัขที่มีลักษณะที่มีลักษณะเฉพาะ มีลักษณะต่างๆชัดเจนแตกต่างจากสุนัข พื้นบ้านโดยทั่วไป 

จากนั้นเมื่อมีผู้เข้าไปพบเห็น เกิดการชื่นชอบจึงนำออกมาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในเมืองพิษณุโลก และเรียกสุนัขดังกล่าวว่า “สุนัขบางแก้ว” ตามถิ่นกำเนิดของสุนัขนั้น เมื่อเกิดความนิยมของคนเลี้ยงทั่วไปในเมืองพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง จึงมีการรวมกลุ่มกันขึ้นของผู้ที่เลี้ยงสุนัขบางแก้ว ผู้ที่ชื่นชอบ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อจะพัฒนาสุนัขบางแก้วให้มีมาตรฐาน จากนั้นราวปี พ.ศ. 2500 จึงมีการกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัขบางแก้วขึ้นมาเป็นครั้งแรก และมีการคัดเลือกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่มีลักษณะตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ขึ้นมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาสุนัขบางแก้ว รวมถึงการให้ความรู้ในการเลี้ยงการให้ยากับผู้เลี้ยง จากหน่วยงานของรัฐ ทำให้สุนัขบางแก้วมีอัตราการรอดมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างของสุนัขบางแก้วที่มีความโดดเด่นต่อผู้ที่พบเห็น รวบถึงผู้ที่เลี้ยงไว้ ทำให้สุนัขบางแก้วกายเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงสุนัขทั่วไป ด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ เฝ้าระวังภัยให้กับบ้านเรือนอย่างไว้ใจได้เป็นอย่างดี

สุนัขไทยบางแก้ว มีจุดกำเนิดอยู่ที่ วัดบางแก้ว บ้านบางแก้ว ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในช่วงสมัยหลวงปู่มาก เป็นเจ้าอาวาสรุ่นที่ 3 ของวัดบางแก้ว ท่านเป็นผู้มีความเมตตาต่อสัตย์ และเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นจำนวนมากมายหลายชนิด ทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า รวมทั้งสุนัขด้วย ซึ่งสุนัขที่ท่านเลี้ยงนั้นไม่มีการกล่าวกันมาว่าเป็นสุนัขสายพันธุ์ใดอย่างชัดเจน แต่ตามเรื่องเล่าสืบต่อกันมานั้นท่านมีสุนัขสีดำขนยาวเพศเมียตัวหนึ่ง เมื่อเป็นสัดในฤดูผสมพันธุ์ได้เข้าไปในแนวป่ามีการสันนิฐานว่าไปผสมกับหมาป่า เนื่องด้วยบริเวณวัดบางแก้วในสมัยนั้นมีลักษณะรอบ ๆ เป็นป่า มีสัตว์ป่าอาศัยค่อยข้างชุกชุม จนกระทั้งสุนัขตัว นั้นได้คลอดลูกออกมา ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากสุนัขอื่นๆ ที่มีอยู่ในวัดทั่วไป คือมีขนยาวฟู คล้ายสุนัขต่างประเทศ มีลักษณะสวยงาม โดดเด่นน่าเลี้ยง และมีความดุ จากนั้นสุนัขแบบนี้ก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวัดบางแก้ว จนประชาชนที่ไปวัด นั้นเห็นถึงความสวยงาม ฉลาด หวงของ และดุ มีความซื่อสัตย์ และภักดีต่อผู้เป็นเจ้าของ จึงขอสุนัขจากท่านหลวงปู่มากมาเลี้ยง เพื่อใช้ในการเฝ้าบ้าน เฝ้าแพ หรือแม้กระทั้งเฝ้าท้องไร่ ท้องนา เพราะความหวงของและซื่อสัตย์ต่อผู้เป็นนาย

สุนัขชนิดนี้จึงแพร่ขยายออกไปทั่วหมู่บ้าน และด้วยเหตุปัจจัยที่หมู่บ้านบางแก้วนั้นมีภูมิประเทศเป็นเกาะในช่วงฤดูน้ำหลากโดยมีแม่น้ำล้อมรอบ และประจวบกับในช่วงดังกล่าวก็เป็นช่วงที่สุนัขนั้นเป็นสัดพอดี สุนัขนั้นไปสามารถออกไปผสมกับสุนัขในถิ่นอื่นได้ จึงเกิดการผสมพันธุ์กันเองภายในเครือญาติเดียวกันหลายต่อหลายช่วงอายุ จนเกิดเป็นสุนัขที่มีลักษณะที่มีลักษณะเฉพาะ มีลักษณะต่างๆชัดเจนแตกต่างจากสุนัข พื้นบ้านโดยทั่วไป 

จากนั้นเมื่อมีผู้เข้าไปพบเห็น เกิดการชื่นชอบจึงนำออกมาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในเมืองพิษณุโลก และเรียกสุนัขดังกล่าวว่า “สุนัขบางแก้ว” ตามถิ่นกำเนิดของสุนัขนั้น เมื่อเกิดความนิยมของคนเลี้ยงทั่วไปในเมืองพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียง จึงมีการรวมกลุ่มกันขึ้นของผู้ที่เลี้ยงสุนัขบางแก้ว ผู้ที่ชื่นชอบ และหน่วยงานของรัฐ เพื่อจะพัฒนาสุนัขบางแก้วให้มีมาตรฐาน จากนั้นราวปี พ.ศ. 2500 จึงมีการกำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ของสุนัขบางแก้วขึ้นมาเป็นครั้งแรก และมีการคัดเลือกพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ที่มีลักษณะตรงตามมาตรฐานสายพันธุ์ขึ้นมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาสุนัขบางแก้ว รวมถึงการให้ความรู้ในการเลี้ยงการให้ยากับผู้เลี้ยง จากหน่วยงานของรัฐ ทำให้สุนัขบางแก้วมีอัตราการรอดมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุปัจจัยหลายๆ อย่างของสุนัขบางแก้วที่มีความโดดเด่นต่อผู้ที่พบเห็น รวบถึงผู้ที่เลี้ยงไว้ ทำให้สุนัขบางแก้วกายเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงสุนัขทั่วไป ด้วยความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ รักเจ้าของ เฝ้าระวังภัยให้กับบ้านเรือนอย่างไว้ใจได้เป็นอย่างดี

อันตรายจากยาพาราเซเตมอลในแมว

อันตรายจากยาพาราเซเตมอลในแมว
ยาพาราเซตามอล ไม่ใช่ยาลดไข้สำหรับแมว แต่เป็นยาพิษ
การเป็นพิษของยาพาราเซตามอลมักเกิดจากการที่เจ้าของหวังดี
แมวที่ได้รับยาพาราเซตามอล เริ่มแรกจะมีอาการหน้าบวม คอบวม

เหงือกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือสีม่วงเนื่องจากภาวะขาดอ๊อกซิเจน

ระยะท้่าย ๆ มักจะมีภาวะแทรกซ้อนคือตับวาย (ตัวเหลือง เหงือกเหลือง ดีซ่าน) 
และไตวาย (ฉี่เป็นเลือด)

ผลของยาคุมกำเนิด

                                                    อันตรายจากการฉีดยาคุมกำเนิด
มดลูกอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุครับ เช่นการติดเชื้อ (จากการผสม หรือหลังคลอด) , การฉีดยาคุมกำเนิด ,การเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

วันนี้จะพูดถึงการเกิดมดลูกอักเสบจากการฉีดยาคุมกำเนิดครับ ตามธรรมชาติ สัตว์สามารถเกิดมดลูกอักเสบขึ้นเองตามธรรมชาติได้เนื่องจากฮอร์โมนภายใน ร่างกายตัวเองครับ (แต่กว่าจะเกิดขึ้นเองโดยมากใช้เวลานานหลายปีมากๆทีเดียว บางตัวแก่ตายเองก่อนด้วยซ้ำ) แต่เมื่อสัตว์ถูกฉีดยาคุมเข้าไป ยาคุมซึ่งมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนแต่มีความเข้มข้นสูงกว่ามาก จึงเพิ่มโอกาสการเกิดมดลูกอักเสบมากกว่าการเกิดเองตามธรรมชาติหลายเท่า

เมื่อ เกิดมดลูกอักเสบขึ้นมา จากมดลูกเล็กๆ ก็จะขยายใหญ่ขึ้นมา ภายในเต็มไปด้วยเลือดและหนอง ถ้าไม่ทำการผ่าตัดสุดท้ายสัตว์ก็จะเสียชีวิตในที่สุด ส่วนกรณีที่ผ่ามาผ่าตัดช้าก็อาจจะช่วยชีวิตไว้ไม่ทันเนื่องจากอาการแทรกซ้อน ต่างๆเช่นการติดเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือภาวะไตวาย

ส่วนรูปข้างล่างเป็นรูปมดลูกของแมวที่โดนฉีดยาคุมกำเนิด ปกติมดลูกแมวจะเล็กนิดเดียว เท่าๆกันเส้นถั่วงอก แต่มดลูกของแมวตัวเมื่อวานมดลูกใหญ่กว่าปกติ เกือบ 10 เท่าข้างในมีแต่หนอง

“ขอฝากไว้นะค่ะถ้ารักเค้าจริง อย่าฉีดยาคุมให้เค้าเลยค่ะ”

การแบ่งตวงยา Revolution

ในยุคเศรษฐกิจรัดตัวอย่างนี้ หลายคนพยายามที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในกรณีที่ที่บ้านมีสุนัขตััวเล็ก ๆ หรือแมวหลายตัว และต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เจ้าของสัตว์มักจะซื้อ Revolution สำหรับสุนัขตัวโตไปตวงแบ่งยา หรือซื้อ Revolution สำหรับแมวโต ไปตวงแบ่งยาให้แมวเด็ก

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง จึงขอแนะนำการตวงแบ่งยาที่ถูกต้องให้รับทราบกัน
1. ต้องรู้ควมเข้มข้นของยาใน Revolution ที่เราเลือกซื้อ
จากรูป Revouliton ของแมวมีความเข้มข้น 6% หรือ 60 mg / ml.

จากรูป Revolution ของสุนัขมีความเข้มข้น 12% หรือ 120 mg / ml

2. รู้ความเข้มข้นของตัวยา และรู้โดสยาเพื่อที่จะคำนวนยาได้อย่างถูกต้อง
โดสยาในสุนัขและแมว
ตัวยาที่ออกฤทธิ์ใน Revolution คือตัวยา Selamectin ซึ่งโดสยาที่ใช้ในสุนัขและแมว คือ 6 mg. / kg.
ความเข้มข้นของยาที่ใช้
Revolution ของแมว มีความเข้มข้น 6% หรือ 60 mg. / ml.
Revolution ของสุนัข มีความเข้มข้น 12% หรือ120 mg. / ml.

3. การคำนวนยาที่ถูกต้อง
หากต้องการทราบขั้นตอนการคำนวนยาอย่างละเอียดให้อ่านวิธีการคำนวนได้ที่ การคำนวนหาโดสยา
ผลจากการคำนวนคือ 
กรณีใช้ Revolution สำหรับแมวโตมาตวงแบ่งยา : โดสของยาคือ 0.1 ml ต่อน้ำหนัก 1 กก.
กรณีใช้ Revolution สำหรับสุนัขโตมาตวงแบ่งยา : โดสของยาคือ 0.05 ml ต่อน้ำหนัก 1 กก.

ปริมาณยาที่ต้องใช้ในสัตว์แต่ละตัว 
หาได้โดยการเอาน้ำหนักตัวสัตว์(หน่วยเป็น กก.) x โดสของยา (หน่วยเป็น ml / kg)

ตัวอย่างการเอา Revolution แมวโตมาตวงแบ่งยาให้ลูกแมว
ลูกแมวหนัก 0.7 kg 
= 0.7 x 0.1 
= 0.07 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกแมว 0.07 ml

ลูกแมวหนัก 1.5 kg 
= 1.5 x 0.1 
= 0.15 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกแมว 0.15 ml

ลูกแมวหนัก 2.0 kg 
= 2.0 x 0.1 
= 0.2 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกแมว 0.2 ml

ตัวอย่างการเอา Revolution แมวโตมาตวงแบ่งยาให้ลูกสัตว์
ลูกสัตว์หนัก 2 kg 
= 2 x 0.1 
= 0.1 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกสัตว์ 0.1 ml

ลูกสัตว์หนัก 5 kg 
= 5 x 0.1 
= 0.25 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกสัตว์ 0.25 ml

ลูกสัตว์หนัก 15 kg 
= 15 x 0.1 
= 0.75 ดังนั้นต้องหยด Revolution ให้ลูกสัตว์ 0.75 ml

4. อุปกรณ์ที่ใช้ในการตวงยา
Syringe ตวงยากรณีสัตว์ตัวเล็ก ๆ ใช้ยาไม่ถึง 0.5 ml แนะนำให้ใช้ Syringe 1 ml
เข็มฉีดยาเอาไว้สำหรับดูดยาออกมาจากหลอด Revoulution แนะนำเข็มเบอร์ 22 สีดำ ยาว 1"

*** แม้ว่า Revolution จะยาเป็นยาที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่การใช้ก็ควรใช้่อย่างถูกต้องเหมาะสมตามน้ำหนักตัว***

5. วิธีการตวงยา
ขั้นตอนเริ่มต้นเหมือนการใช้ Revolution ตามปกติ คือ ต้องกดที่ฝา จนเดือยที่ฝากดลงไปบนปากหลอด Revolution เพื่อเปิดรูที่ปากหลอด


จากนั้นให้เตรียม Syringe 1 หรือ 3 ซีซี (กรณีสัตว์ตัวเล็กใช้ยาน้อย Syringe จะตวงยาได้ละเอียดกว่า) ต่อกับหัวเข็มเบอร์ 20-22 ยาว 1-1.5 นิ้ว

สอดหัวเข็มผ่านรูที่ปากหลอด Revolution เพื่อดูดยาขึ้นมาตามขนาดที่ต้องการ

การคำนวณหาโดสยา

การให้ยาในสัตว์นั้นจำเป็นต้องให้ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว ดังนั้นการคำนวนขนาดยาจึงสำคัญมาก

กรณีที่ 1. มีการระบุขนาดยาเป็น ml./kg
  น้ำหนักตัวสัตว์(หน่วยเป็นกิโลกรัม) x ด้วยโดสยา
เช่นฉลาก ระบุไว้ว่า 0.5 ml./kg. และสุนัขของเราหนัก 6.8 kg.

คำนวณขนาดยาได้โดย
   6.8 x 0.5
ดังนั้นปริมาณยาที่ต้องใช้ คือ 3.4 ml.

กรณีที่ 2. มีการระบุขนาดยาเป็น mg./kg.
การหาโดสยาจะต้อง
1. หาว่าต้องใส่โดสยากี่ mg./kg.
2. ความเข้มข้นของยา mg./ml.
3. หาว่าต้องใช้ยากี่ ml.

เช่นยาตัีวหนึ่ง ขนาดยาที่ใช้กับสัตว์คือ 25mg./kg. ฉลากยาเขียนความเข้มข้นไว่ว่า ใน 5ml.มีตัวยา 250mg.
1. รู้แล้วว่าโดสยา คือ 25mg./kg.
2. ความเข้มข้นของยา 250mg./5ml. ดังนั้นเอา 5 หาร = 50mg./ml.
3. สมมุติสุนัขหนัก 6kg.

  6 x 25
ดังนั้นต้องใช้ยา = 150 mg.

การคำนวณยาโดยบัญญัติไตรยางค์
มีตัวยา 250mg. ในยา 5ml.
ดังนั้นหากต้องการยา 150mg. = (150/150) x 5 = 3ml.
หรือ
มีตัวยา 50mg. ในยา 1ml.
ดังนั้นหากต้องการยา 150mg. = (150/50) x 1 = 3ml.

กรณีที่ 3. มีการระบุขนาดยาเป็น % w/v (weight/volume)
จุดสำคัญคือต้องปรับหน่วยให้เป็น mg./ml .เพื่อที่จะเอาไปคำนวณยาให้ได้
w / v หมายถึง ปริมาณยาเป็นกรัม (g) ในปริมาณยา 100ml.
ยกตัวอย่างมียาหนึ่งขวดฉลากระบุไว้ว่า มีความเข้มข้น 0.2% w/v
การคำนวณปรับความเข้มข้นให้เป็น mg./ml.

2% 
w/v
= 0.2 
g/100ml.
= 0.2 
100mg./100ml.
= 0.2 
10mg./ml.
= 0.2 x 10 
mg./ml.
= 0.2 
mg./ml.

เมื่อได้ความเข้มข้นของยาเป็น mg./ml. แล้ว และทราบโดสยาว่ากี่ mg./kg.ก็ไปคำนวนตามกรณีที่ 2 ต่อไป

***บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ทราบการคำนวณยาว่าเป็นอย่งไร แต่ไม่ต้องการให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงไปจ่ายยาให้สัตว์เอง การให้ยาในสัตว์นั้นมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ว่าใครก็ได้ที่รู้โดสยาแล้วก็จะสามารถจ่ายยาได้เสมอไป ต้องเลือกยาที่เหมาะสมกับโรคของสัตว์ โดยจะแปรเปลี่ยนตามสภาพร่างกายหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น ตับและไต ดังนั้นการจ่ายยาสัตว์ขอให้สัตวแพทย์เป็นคนสั่งจ่าย

หางของแมวบอกอารมณ์


หางของแมว....บอกอารมณ์ของแมวได้
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทั้งมนุษย์และสัตว์แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ ภาษาพูด (ใช้เสียง) และภาษาท่าทาง (เป็นการใช้อวัยวะประกอบในการสื่อสาร) แมวสามารถใช้ หางในการสื่อสาร บ่งบอกถึงอารมณ์ของมัน(เช่น เดียวกันกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ ดังต่อไปนี้.
ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น:แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย
ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล:แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง :แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ
ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง :แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน
ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง :แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน
ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว :แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมีความกังวล ทุกข์
ถ้าหางของแมวนิ่ง แต่ปลายหางมีการกระตุกอย่างหนัก :แสดงว่าแมวกำลังรู้สึกโกรธมาก
ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง :แสดงว่าแมวกำลังโกรธ
ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน :แสดงว่าThe cat is แมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว
ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน :แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่มอีก
ถ้าหางของแมวทอดตัวต่ำลงและลุกพองออก :แสดงว่าแมวกำลังกลัว
ถ้าหางของแมวยกขึ้นและขนลุกพองออก ทำให้ดูเหมือนมีหางขนาดใหญ่ :แสดงว่าแมวอาจจะ มีความสุขไปกับการวิ่งไล่ขับกันไปรอบๆ
ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง :อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้
ถ้าหางของแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่งและแมวหมอบ ย่อตัวหรือยกส่วนสะโพกสูงขึ้น : แสดงว่าแมวตัวเมียตัวนั้นพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์ Mate

ข้อสังเกตุ : 
ต้องคิดอยู่เสมอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับแมว ณ สถานการณ์นั้น และสิ่งแวดล้อมที่แมวอยู่ อย่าดูอารมณ์ของแมวด้วยอาศัยท่าทางของหางของแมวแต่เพียงอย่างเดียว
* แมวมักจะแกว่งหางเมื่อมันกำลังมีอารมณ์ดี *

การดูแลลูกแมวแรกเกิด

การดูแลลูกแมว 30 วันแรก
ข้อมูลทั่วไป
ลูกแมวในช่วงอายุ 1 สัปดาห์แรก จะเป็นช่วงที่ลูกแมวอ่อนแอมาก และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากแม่แมวในแง่ของการปกป้อง ความอบอุ่นและอาหาร 90% ของลูกแมวจะใช้เพื่อการนอน และเก็บสะสมความร้อน 10% ลูกแมวจะใช้เพื่อการกิน

น้ำหนักแรกเกิดของลูกแมว
ลูกแมวที่สมบูรณ์ควรมีน้ำหนักแรกเกิดประมาณ 90-100 กรัม และน้ำหนักควรเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใน 1 สัปดาห์ และน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอีก 30 กรัมต่อวัน จึงจะเป็นแมวที่มีสุขภาพแข็งแรง

                                                      น้ำหนักเฉลี่ยของลูกแมว
อายุ (วัน)
น้ำหนัก (กก.)
1
90-100
5
100-210
10
135-290
15
180-350
20
225-440
25
240-500

สิ่งที่สำึคัญสำหรับลูกแมวแรกเกิด
1. น้ำนมเหลือง
2. อุณหภูมิ

 น้ำนมเหลือง
1. น้ำนมเหลืองเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายจึงป้องกันลูกแมวจากการเจ็บป่วย
2. น้ำนมเหลืองจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในช่วง 24-36 ชม. หลังคลอด
3. ปริมาณที่ลูกแมวจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดของแม่แมว

อุณหภูมิ
1. อุณหภูมิของลูกแมวอายุ 1 วัน จะอยู่ระหว่ง 33-36 ํC
2. สำหรับลูกแมวที่มีอายุ 2-21 วัน อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 33.5-37.5 ํC
3. ลูกแมวแรกเกิดจะไม่สามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายไว้ได้เพราะการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ของหลอดเลือด ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ลูกแมวจะต้องได้รับความอบอุ่นจากแม่แมว
4. สำหรับลูกแมวที่แม่แมวไม่เลี้ยง การใช้หลอดไปขนาด 60 วัตต์ เปิดห่างจากตัวแมว 2-5 ฟุต ก็สามารถสร้างความอบอุ่นที่เพียงพอได้

การดูแลในภาวะฉุกเฉิน
อันตรายจากความหนาวเย็น 
1. สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุด คือ ความหนาวเย็น
2. การที่ลูกแมวแรกเกิดต้องเผชิญกับความเย็น จะทำให้อุณหภูมิของลูกแมวตกลง
3. หากลูกแมวมีอุณหภูมิของร่างกายต่ำลง ก็จะเป็นผลทำให้ปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดตกลงด้วย และท้่ายที่สุดแล้วจะเป็นผลทำอวัยวะภายในต่าง ๆ หยุดการทำงานอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม 
4. ในสัปดาห์แรกของลูกแมว อุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 30-32 ํC
5. และอุณหภูมิจะลดลง 5 ํC ในทุก ๆ สัปดาห์ จนกระทั่งถึง 22 ํC
6. ห้ามให้อาหารที่มีอุณหภูมิต่ำหรือเย็นกับลูกแมวโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ลูกแมวตายได้

การดูแลทางด้านโภชนาการ
1. สำหรับลูกแมวแรกเกิดนั้น ปริมาณไขมันสะสมในบริเวณชั้นใต้ผิวหนังจะมีเพียงเล็กน้อย ดังนั้นการให้                 อาหารลูกแมวจึงจำเป็นยิ่งที่จะให้บ่อย ๆ เพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและให้พลังงานแ่ก่ลูกแมวอย่างเพียงพอ 
2. เนื่องจากในลูกแมวแรกเกิด การทำงานของไต ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นอาหารที่ให้ควรเป็นสูตรที่เหมาะสมกับลูกแมว เพื่อลดการทำงานของไต
3. การแบ่งอาหารเป็นหลาย ๆ มื้อใน 1 วัน สำหรับลูกแมวจะเป็นการช่วยการทำงานที่หนักเกินไปของไต และระบบทางเดินอาหาร

น้ำนมวัว 
น้ำนมวัวจะไม่เหมาะสมกับลูกแมวแรกเกิดด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

ปริมาณของแคลเซียม ฟอสฟอรัส และปริมาณของแลคโตส มีระดับที่สูงเกินความต้องการของลูกแมวแรกเกิด

ระดับของพลังงาน ไขมัน และโปรตีน ในน้ำนมวัว มีระดับที่ต่ำเกินไป ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกแมว

                                                    จำนวนครั้งต่อการให้อาหารต่อวัน
อายุแมว (สัปดาห์)
จำนวนครั้งต่อการให้อาหาร (วัน)
1
6
2
4
3
3
4
3

วิธีการให้อาหารแมวแรกเกิด
ในแมวแรกเกิด มีวิธีการให้อาหาร 2 แบบ
1. ขวดนม
2. หลอดอาหาร

การให้อาหารด้วยขวดนม 
1. ให้อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิประมาณ 37 ํC จะรู้สึกอุ่นหากทานบริเวณข้อมือ
2. ต้องให้แน่ใจว่า ขนาดของรูหัวนมใหญ่พอที่จะให้น้ำนมไหลอย่างสะดวก
3. พยายามเอียงขวดนมให้ขณะแมวดูดไม่เกิดฟองอากาศขึ้น
4. กระตุ้นการดูดนมของลูกแมว โดยการดึงขวดนมออกเบา ๆ
5. ห้ามบีบขวดนมเพื่อเร่งการไหลของน้ำนมโดยเด็ดขาด
6. หากพบมีฟองนมบริเวณปากของลูกแมวแสดงถึงลูกแมวอิ่ม

การให้อาหารแบบหลอดอาหาร
1. การให้อาหารแบบหลอดเหมาะกับแมวขนาดเล็ก อ่อนแอ และป่วย ซึ่งไม่สามารถดูดนมได้ด้วยตนเอง แต่วิธีนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทำต้องมีความชำนาญ และรู้วิธีการทำงานอย่างถูกต้อง เพราะหากทำไม่ถูกวิธี อาจเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะปอดบวม เนื่องจากอาหารจนลูกแมวเสียชีวิตได้

วิธีการให้อาหารแบบหลอด
มีความจำเป็นที่ต้องทำตามขั้นตอน
1. ใช้หลอดสำหรับให้อาหารสัตว์ขนาดเลี้ยงและเหมาะสม
2. วัดระยะความยาวจากกระดูกซี่โครงซี่สุดท้ายจนถึงปลากปาก
3. ทำเครื่องหมายกำหนดจุดความยาว
4. อุ่นอาหารให้มีอุณหภูมิปริมาณ 37 ํC
5. หล่อลื่นหลอดอาหารด้วยน้ำที่จะให้แก่ลูกแมว
6. จับลูกแมวให้อยู่ในระดับตั้งตรง
7. สอดหลอดอาหารให้หลอดอาหารอยู่บนลิ้น
8. ดันหลอดอาหารจนกระทั่งถึงจุดที่วัดระยะไว้
9. ฉีดอาหารเข้าทางหลอดอาหารอย่างช้า ๆ

ข้อควรระวังในการให้อาหารแบบหลอด 
1. ปริมาณอาหารที่ให้ต้องตรงกับความต้องการของลูกแมว ไม่มากเกินความจุของกระเพาะอาหาร เพราะอาจทำให้แมวสำรอกอาเจียรและเกิดปัญหาปอดบวมในที่สุด
2. หากแมวแสดงอาการหายใจลำบาก ให้นำหลอดอาหารออก แล้วสอดใหม่อีกครั้ง
3. หากขณะสอดหรือรู้สึกฝืดติดให้ถอยหลอดอาหารแล้วสอดใหม่อีกครั้ง
4. หากขณะสอดลูกแมวร้องขึ้น แสดงว่าหลอดอาหารที่สอดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร
5. การให้อาหารแบบหลอด อาจทำให้ลูกแมวเกิดพฤติกรรมชอบดูดอวัยวะของแมวตัวอื่น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแยกออกจากตัวอื่นหากพบพฤติกรรมดังกล่าว

ปัญหาในการให้อาหาร
โดยปกติปัญหาที่พบจะพบสองอย่างด้วยกัน คือ
1. การให้อาหารที่มากเกินไป
2. การให้อาหารที่น้อยเกินไป

การให้อาหารที่มากเกินไป 
1. ลูกแมวแรกเกิดจะมีการทำงานของไตที่จำกัด ดังนั้นการให้ลูกแมวได้รับอาหารมากเกินไป จะเพิ่มการทำงานของไตที่มากเกิน รวมทั้งการทำงานที่มากเกินไปของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะท้องเสีย และหากเกิดภาวะท้องเสียมากจะเหนี่ยวนำให้ลูกแมวตายจากภาวะขาดน้ำ
2. อุจจาระที่ปกติของลูกแมวควรจะเป็น สีเหลือง
3. หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเขียว แสดงถึง ภาวะอาหารเคลื่อนที่ในระบบทางเดินอาหารเร็วเกินไป
4. หากอุจจาระลูกแมวเป็น สีเทา แสดงถึง ภาวะอาหารที่ไม่เหมาะ การย่อยที่ไม่สมบูรณ์
5. หากแน่ใจว่าให้อาหารลูกแมวในปริมาณที่ถูกแล้ว และอุจจาระมีความเหลวที่มากเกินไปแต่ยังเป็นสีเหลือง ผู้เลี้ยงควรจะลดปริมาณน้ำลงให้เหลือหนึ่งในสาม จนกว่าอุจจาระจะเป็นปกติ แล้วจึงเพิ่มปริมาณน้ำให้เท่าเดิม 
6. โดยปกติแล้วการให้อาหารที่มากเกินไป มักจะตอบสนองออกมาเป็นภาวะท้องเสียเป็นหลัก

การให้อาหารที่น้อยเกินไป 
1.การให้อาหารที่น้อยเกินไปลูกแมวจะแสดงอาการกระวนกระวายและส่งเสียงร้องจนในที่สุดแมวจะแสดงอาการเซื่องซึม  
2. แมวที่ได้รับอาหารน้อยเกินไป อาจจะแสดงอาการของการขาดน้ำและหนาวสั่น 

พัฒนาการของฟันในลูกแมวอายุตั้งแต่ 1-4 เดือน
ฟันน้ำนม
3 สัปดาห์ - ฟันหน้า พันเขี้ยว
4 สัปดาห์ - ฟันกราม
6 สัปดาห์ - ฟันน้ำนมขึ้นครบ และจะเปลี่ยนเป็นฟันแท้เมื่ออายุครบ 4 เดือน
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...